Sponsored Ads

รูปภาพ ภาพวาด ภาพถ่าย รูปภาพต่างๆที่เรามองเห็นในปัจจุบัน แบ่งเป็น 2 ประเภท ตามลักษณะของภาพ ดังนี้ ลักษณะของภาพ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ภาพโทนต่อเนื่อง (Continuous Tone) ได้แก่ ภาพถ่ายทั่วไป ทั้งภาพสไลด์ ภาพอัดขยาย ภาพเขียน
  2. ภาพโทนไม่ต่อเนื่อง ( Half-tone ) เป็นภาพที่เกิดจากจุดสีเดียวรวมตัวกัน ซึ่งจุดจะมีขนาดและรูปร่างที่แตกต่างกัน หรือมีการกระจายแตกต่างกัน เมื่อรวมกันจึงเห็นเป็นภาพโทนต่อเนื่องขึ้นมา ตัวอย่าง ของภาพชนิดนี้ได้แก่ ภาพจากงานพิมพ์ เป็นต้น

ระบบถ่ายภาพ หมายถึง การควบคุมความเร็วชัตเตอร์และขนาดช่องรับแสงให้สอดคล้องกับปริมาณแสงในแต่ละภาพ ตามการชี้นำของเครื่องวัดแสง หรือ วิธีการปรับตั้งความเร็วชัตเตอร์และขนาดช่องรับแสง นั้น นอกจากนี้ยังมีระบบด้านความคมชัด ความอิ่มตัวของสี ความเปรียบต่าง ระบบวัดแสง ระบบถ่ายภาพต่อเนื่อง ระบบปรับความชัด ฯลฯ ที่ช่วยทำให้การถ่ายภาพดูมีคุณภาพมากขึ้น

ระบบถ่ายภาพในกล้องดิจิตอล

1. ระบบ Auto เป็นระบบถ่ายภาพแบบ Fully Automaticซึ่งควบคุมการทำงานกล้องทั้งหมดแบบอัตโนมัติ ทั้งระบบถ่ายภาพ ความเร็วชัตเตอร์ ช่องรับแสง ระบบสี ความคมชัด ระบบแฟลช ฯลฯ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ต้องการความรวดเร็ว และไม่ต้องการปรับตั้งระบบการทำงานของกล้องมากมายนัก

2. ระบบถ่ายภาพแบบโปรแกรมถ่ายภาพแบบต่างๆ (Special Program) ออกแบบมาให้ใช้ถ่ายภาพในลักษณะต่าง ๆ กันตามลักษณะของภาพ  เนื่องจากภาพแต่ละรูปแบบต้องการการปรับตั้งความเร็วชัตเตอร์ ขนาดช่องรับ แสง ความคมชัด ความเปรียบต่าง ความอิ่มตัวของสี ฯลฯ ที่แตกต่างกัน 

โปรแกรมถ่ายภาพแบบต่าง ๆ ตามลักษณะภาพ

1. ระบบโปรแกรมถ่ายภาพบุคคล สำหรับการถ่ายภาพบุคคล

2. ระบบโปรแกรมถ่ายภาพเคลื่อนไหว สำหรับการถ่ายภาพเคลื่อนที่ให้หยุดนิ่ง

3. ระบบโปรแกรมถ่ายภาพกลางคืน สำหรับถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย

4. ระบบโปรแกรมถ่ายภาพทิวทัศน์ สำหรับถ่ายภาพวิวหรือภาพในระยะไกล ภาพมุมกว้าง ภาพมาโคร สำหรับถ่ายภาพในระยะใกล้

5. โปรแกรมถ่ายภาพแพนกล้อง

6. โปรแกรมถ่ายภาพย้อนแสง

7. โปรแกรมถ่ายภาพกลางคืนโดยใช้แฟลช การใช้งานระบบโปรแกรมควรดูค่าความเร็วชัตเตอร์และขนาดช่องรับแสงว่ามากหรือน้อยเกินไปหรือไม่เพราะบางครั้งเราเลือกระบบถ่ายภาพเคลื่อนไหวเพื่อต้องการถ่ายภาพเคลื่อนไหวให้หยุดนิ่ง แต่ปริมาณแสงไม่มากพอทำให้ใช้ ความเร็วชัตเตอร์สูงไม่ได้ ทำให้ได้ภาพไม่เป็นไปตามจุดประสงค์

3. ระบบโปรแกรม (Program)เป็นระบบถ่ายภาพอัตโนมัติ ซึ่งผู้ใช้ไม่ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์และขนาดช่องรับแสง สามารถถ่ายภาพได้เลยโดยระบบประมวลผลในกล้องจะควบคุมความเร็วชัตเตอร์ ขนาดช่องรับแสง ให้เหมาะสมกับสภาพแสงอัตโนมัติ เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ต้องการความรวดเร็วหรือความสะดวกผู้ใช้ควรดูค่าความเร็วชัตเตอร์และขนาดช่องรับแสงที่กล้องเลือกให้ ว่าเหมาะสมในการใช้งานด้วยหรือไม่ โดยดูจากข้อมูล เปิดรับแสงในช่องมองภาพ หรือที่จอ LCD ด้านหลังกล้อง

4. ระบบโปรแกรมชิพ (Program Shift, P*) การทำงานเหมือนกับระบบโปรแกรม แต่ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนแปลงค่าความเร็วชัตเตอร์และขนาดช่องรับแสงได้ตามต้องการ (ในขณะที่ระบบโปรแกรมธรรมดาไม่สามารถทำได้) เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ต้องการความรวดเร็ว แต่ยังสามารถควบคุมความเร็วชัตเตอร์และขนาด ช่องรับแสงได้

5. ระบบถ่ายภาพแบบช่องรับแสงอัตโนมัติ (Shutter Priority)ผู้ใช้ต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่ต้องการใช้ ส่วนกล้องจะตั้งขนาดช่องรับแสงที่เหมาะสมให้อัตโนมัติตามสภาพแสง เหมาะสำหรับการถ่ายภาพที่ต้องการความรวดเร็ว และผู้ใช้ต้องการควบคุมความเร็วชัตเตอร์เป็นหลัก ระบบช่องรับแสงอัตโนมัติ มีข้อจำกัดอยู่ตรงที่ขนาดช่องรับแสงที่ปรับได้มีจำกัด บางสภาพแสงกล้องอาจจะไม่สามารถตั้งขนาดช่องรับแสงให้ได้ เช่น ตั้งความเร็วชัตเตอร์สูงในสภาพแสงน้อย หรือตั้งความเร็วชัตเตอร์ต่ำในสภาพแสงจ้า ทำให้กล้องปรับช่องรับแสงไม่ได้ กล้องจะเตือนว่าภาพสว่างไป มืดไป หรือไม่ทำงานโดยแสดงสัญลักษณะที่จอแสดงการทำงาน เช่น ขนาดช่องรับแสงเปลี่ยนเป็นสีแดง กระพริบ หรือมีข้อความขึ้นเตือน

6. ระบบถ่ายภาพแบบความเร็วชัตเตอร์อัตโนมัติ (Aperture Priority)ผู้ใช้ต้องตั้งขนาดช่องรับแสงที่ต้องการใช้กล้องจะตั้งความเร็วชัตเตอร์ให้อัตโนมัติตามสภาพแสง เหมาะกับการถ่ายภาพที่ต้องการความรวดเร็ว และควรคุมขนาดช่องรับแสงเป็นหลักระบบความเร็วชัตเตอร์อัตโนมัติมีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่บ้างตรงที่ ความเร็วชัตเตอร์มีให้ใช้งานจำกัด บางครั้งกล้องอาจจะปรับตั้งความเร็วชัตเตอร์ให้ไม่ได้ เช่น เปิดช่องรับแสงแคบในสภาพแสงน้อย ทำให้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำเกินไป หรือเปิดช่องรับแสงกว้างในสภาพแสงจ้า ทำให้ความเร็วชัตเตอร์สูงเกินไป ซึ่งกล้องจะเตือนให้ผู้ใช้ทราบโดยแสดงสัญลักษณ์ หรือตัวเลขความเร็วชัตเตอร์กระพริบ เป็นต้น

7. ระบบถ่ายภาพปรับตั้งเอง (Manual)ผู้ใช้ต้องตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์และขนาดช่องรับแสงด้วยตนเอง ให้สัมพันธ์กับความสว่างของแสง โดยอาศัยความช่วยเหลือของระบบวัดแสง เหมาะกับการถ่ายภาพที่ต้องการควบคุมความเร็วชัตเตอร์และขนาดช่องรับแสงโดยผู้ใช้ทั้งหมด ถ่ายภาพโดยใช้เครื่องวัดแสงภายนอกตัวกล้อง หรือถ่ายภาพในสตูดิโอโดยใช้แฟลช

การปรับตั้งค่ามีขั้นตอนดังนี้

1. ตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่ต้องการใช้งาน วัดแสง ปรับช่องรับแสงให้เสกลวัดแสงอยู่ที่ 0 หรือกึ่งกลางถ่ายภาพ

2. ตั้งขนาดช่องรับแสงที่ต้องการใช้งาน วัดแสง ปรับความเร็วชัตเตอร์ให้เสกลวัดแสงอยู่ที่ 0 หรือกึ่งกลางถ่ายภาพ ถ้าเสกลวัดแสงอยู่ที่ บวก (+) ภาพอาจจะจะสว่างเกินไป แต่ถ้าถ้าเสกลวัดแสงอยู่ที่ ลบ (–) ภาพอาจจะจะมืดเกินไป

เทคนิคการถ่ายภาพ

1.ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย หรือไม่มีแสง

ต้องเพิ่มแสงโดยการเพิ่มแหล่งกำเนิดแสงเข้าไปในภาพ เช่น เพิ่มแฟลช ซึ่งแฟลชจะให้ทั้งความสว่าง และยังให้สีสันถูกต้องอีกด้วย กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะมีเฟลชในตัว แต่หากต้องการแสงที่เพิ่มขึ้น จะใช้กล้องดิจิตอล SLR คือจะมีเฟลชตัวนอก ช่วยในเรื่องของแสง

2.ถ่ายภาพแสดงแสงสีเสียง และดอกไม้ไฟ

1. ใช้เลนส์ซูม ที่มีช่วงทางยาวโฟกัสเริ่มตั้งแต่ 28 มม. แต่ไม่เกิน 105 มม.  

2. หากเป็นการถ่ายตัวนักแสดง เลนส์ที่ใช้ควรเป็นเลนส์ที่มีรูรับแสงกว้าง F2.8 จะช่วยให้ได้ความเร็วชัตเตอร์ ค่อนข้างสูงประมาณ 1/60 วินาที หรือ 1/30 วินาที กับฟิล์ม ISO 100

3. ปรับขนาดรูรับแสงให้แคบลง ที่ f/11 หรือ f/16 จะช่วยลดความเจิดจ้าของดอกไม้ไฟลงได้

 

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

Sponsored Ads